นิทานพื้นบ้านเรื่อง ยายกะตา



ยายกะตาปลูกถั่วปลูกงาให้หลานเฝ้า
หลานไม่เฝ้า
กามากินถั่วกินงาเจ็ดเมล็ดเจ็ดทะนาน
ยายกะตายายมายายด่า ตามาตาตี
หลานร้องไห้ไปหานายพราน ขอให้ช่วยยิงกา
กากินถั่วกินงาเจ็ดเมล็ดเจ็ดทะนาน
ยายมายายก็ด่า ตามาตาก็ตี
นายพรานตอบว่า “ไม่ใช่กงการอะไรของข้า” 


หลานจึงไปหาหนู ขอให้ช่วยกัดสายธนูนายพราน
นายพรานไม่ช่วยยิงกา
กากินถั่วกินงาเจ็ดเมล็ดเจ็ดทะนาน
ยายมายายด่า ตามาตาตี
หนูตอบว่า “ไม่ใช่กงการอะไรของข้า”
หลานจึงไปหาแมว ขอให้แมวช่วยกัดหนู
หนูไม่ช่วยกัดสายธนูนายพราน
นายพรานไม่ช่วยยิงกา
กากินถั่วกินงาเจ็ดเมล็ดเจ็ดทะนาน
ยายมายายด่า ตามาตาตี
แมวตอบว่า “ไม่ใช่กงการอะไรของข้า”
หลานจึงไปหาหมา ขอให้ช่วยกัดแมว
แมวไม่ช่วยกัดหนู
หนูไม่ช่วยกัดสายธนูนายพราน
นายพรานไม่ช่วยยิงกา
กากินถั่วกินงาเจ็ดเมล็ดเจ็ดทะนาน
ยายมายายด่า ตามาตาตี
หมาตอบว่า “ไม่ใช่กงการอะไรของข้า”
หลานจึงไปหาไม้ค้อนให้ย้อนหัวหมา
หมาไม่ช่วยกัดแมว
แมวไม่ช่วยกัดหนู
หนูไม่ช่วยกัดสายธนูนายพราน
นายพรานไม่ช่วยยิงกา
กากินถั่วกินงาเจ็ดเมล็ดเจ็ดทะนาน
ยายมายายด่า ตามาตาตี
ไม้ค้อนตอบว่า “ไม่ใช่กงการอะไรของข้า”
หลานจึงไปหาไฟให้ช่วยไหม้ไม้ค้อน
ไม้ค้อนไม่ช่วยย้อนหัวหมา
หมาไม่ช่วยกัดแมว
แมวไม่ช่วยกัดหนู
หนูไม่ช่วยกัดสายธนูนายพราน
นายพรานไม่ช่วยยิงกา
กากินถั่วกินงาเจ็ดเมล็ดเจ็ดทะนาน
ยายมายายด่า ตามาตาตี
ไฟตอบว่า “ไม่ใช่กงการอะไรของข้า”
หลานจึงไปหาน้ำให้ช่วยดับไฟ
ไฟไม่ช่วยไหม้ไม้ค้อน
ไม้ค้อนไม่ช่วยย้อนหัวหมา
หมาไม่ช่วยกัดแมว
แมวไม่ช่วยกัดหนู
หนูไม่ช่วยกัดสายธนูนายพราน
นายพรานไม่ช่วยยิงกา
กากินถั่วกินงาเจ็ดเมล็ดเจ็ดทะนาน
ยายมายายด่า ตามาตาตี
น้ำตอบว่า “ไม่ใช่กงการอะไรของข้า”
หลานจึงไปหาตลิ่งให้ช่วยพังทับน้ำน้ำไม่ช่วยดับไฟ
ไฟไม่ช่วยไหม้ไม้ค้อน
ไม้ค้อนไม่ช่วยย้อนหัวหมา
หมาไม่ช่วยกัดแมว
แมวไม่ช่วยกัดหนู
หนูไม่ช่วยกัดสายธนูนายพราน
นายพรานไม่ช่วยยิงกา
กากินถั่วกินงาเจ็ดเมล็ดเจ็ดทะนาน
ยายมายายด่า ตามาตาตี
ตลิ่งตอบว่า “ไม่ใช่กงการอะไรของข้า”
หลานจึงไปหาช้างให้ช่วยถล่มตลิ่ง
ตลิ่งไม่ช่วยพังทับน้ำ
น้ำไม่ช่วยดับไฟ
ไฟไม่ช่วยไหม้ไม้ค้อน
ไม้ค้อนไม่ช่วยย้อนหัวหมา
หมาไม่ช่วยกัดแมว
แมวไม่ช่วยกัดหนู
หนูไม่ช่วยกัดสายธนูนายพราน
นายพรานไม่ช่วยยิงกา
กากินถั่วกินงาเจ็ดเมล็ดเจ็ดทะนาน
ยายมายายด่า ตามาตาตี
ช้างตอบว่า “ไม่ใช่กงการอะไรของข้า”
หลานจึงไปหาแมลงหวี่ให้ช่วยตอมตาช้าง
ช้างไม่ช่วยถล่มตลิ่ง
ตลิ่งไม่ช่วยพังทับน้ำ
น้ำไม่ช่วยดับไฟ
ไฟไม่ช่วยไหม้ไม้ค้อน
ไม้ค้อนไม่ช่วยย้อนหัวหมา
หมาไม่ช่วยกัดแมว
แมวไม่ช่วยกัดหนู
หนูไม่ช่วยกัดสายธนูนายพราน
นายพรานไม่ช่วยยิงกา
กากินถั่วกินงาเจ็ดเมล็ดเจ็ดทะนาน
ยายมายายด่า ตามาตาตี
แมลงหวี่ตอบว่า “ข้าจะช่วยตอมตาช้างให้ตาเน่า
ทั้งสองข้าง” 
ช้างตกใจจึงรีบไปช่วยถล่มตลิ่ง
ตลิ่งจึงรีบไปช่วยพังทับน้ำ
น้ำจึงรีบไปช่วยดับไฟ
ไฟจึงรีบไปช่วยไหม้ไม้ค้อน
ไม้ค้อนจึงรีบไปช่วยย้อนหัวหมา
หมาจึงรีบไปช่วยกัดแมว
แมวจึงรีบไปช่วยกัดหนู
หนูจึงรีบไปช่วยกัดสายธนูของนายพราน
นายพรานจึงรีบไปช่วยยิงกา
กาจึงเอาถั่วเอางาเจ็ดเมล็ดเจ็ดทะนานมาคืนหลาน
หลานเอาถั่วเอางาไปให้แก่ยายกะตา
ยายกะตาก็เลิกด่าเลิกตีหลานแต่นั้นมา
ปัจจุบัน นิทาน ยายกะตา ปรากฏในแบบเรียนหลักของไทย คือ ในหนังสือเรียน รายวิชาพื้นฐานภาษาไทย ชุดภาษาไทยเพื่อชีวิต ชื่อหนังสือ “วรรณคดีลำนำ” และเคยจัดพิมพ์เฉพาะเนื้อเรื่อง เป็นหนังสืออ่านนอกเวลาของนักเรียนระดับประถมศึกษา โดยเฉพาะหนังสือวรรณคดีลำนำ ได้คัดลอกภาพทั้ง ๑๒ ภาพ และข้อความข้างใต้ภาพเรียงลำดับตั้งแต่ต้นจนจบ 

นิทาน พระคุณของเเม่ ไทย/อังกฤษ


When you came into the world, she held you in her arms.
You thanked her by wailing like a banshee.
When you were 1 year old, she fed you and bathed you.
You thanked her by crying all night long.
เมื่อคุณกำเนิดมาในโลกนี้ เธออุ้มคุณไว้ในอ้อมอก
คุณขอบคุณเธอโดยการร้องไห้
เมื่อคุณอายุ 1 ขวบ เธอป้อนข้าวและอาบน้ำให้คุณ
คุณขอบคุณเธอโดยการงอแงทั้งคืนวัน
When you were 2 years old, she taught you to walk.
You thanked her by running away when she called.
When you were 3 years old, she made all your meals with love.
You thanked her by tossing your plate on the floor.
เมื่อคุณอายุ 2 ขวบ เธอสอนคุณเดิน
คุณขอบคุณเธอด้วยการวิ่งหนีเมื่อเธอเรียกหา
เมื่อคุณอายุ 3 ขวบ เธอทำอาหารทุกอย่างให้คุณด้วยความรัก
คุณขอบคุณเธอด้วยการโยนจานลงพื้น
When you were 4 years old, she gave you some crayons.
You thanked her by coloring the dining room table.
When you were 5 years old, she dressed you for the holidays.
You thanked her by plopping into the nearest pile of mud.
เมื่อคุณอายุ 4 ขวบ เธอให้ดินสอสีคุณ
คุณขอบคุณเธอด้วยการระบายสีบนโต๊ะอาหาร
เมื่อคุณอายุ 5 ขวบ เธอแต่งชุดเก่งให้คุณเพื่อไปเที่ยว
คุณขอบคุณเธอด้วยการทำชุดเก่งนั้นเปื้อนโคลนเลอะเทอะ
When you were 6 years old, she walked you to school.
You thanked her by screaming, “I’M NOT GOING!”
When you were 7 years old, she bought you a ball.
You thanked her by throwing it through the next-door-neighbor’s window.
เมื่อคุณอายุ 6 ขวบ เธอเดินไปส่งคุณไปโรงเรียน
คุณขอบคุณเธอด้วยการกรีดร้องว่า “ไม่ไป!!!”
เมื่อคุณอายุได้ 7 ขวบ เธอซื้อบอลให้คุณ
คุณขอบคุณเธอด้วยการไปทำหน้าต่างของเพื่อนบ้านแตก
When you were 8 years old, she handed you an ice cream.
You thanked her by dripping it all over your lap.
When you were 9 years old, she paid for piano lessons.
You thanked her by never even bothering to practice.
เมื่อคุณอายุได้ 8 ขวบ เธอซื้อไอศกรีมให้คุณ
คุณขอบคุณเธอด้วยการทำมันหกเลอะเทอะไปทั่ว
เมื่อคุณอายุได้ 9 ขวบ เธอสอนเปียโนให้คุณ
คุณขอบคุณเธอด้วยการไม่เคยแม้แต่จะซ้อม
When you were 10 years old, she drove you all day, 
from soccer to gymnastics to one birthday party after another.
You thanked her by jumping out of the car and never looking back.
When you were 11 years old, she took you and your friends to the movies.
You thanked her by asking to sit in a different row.
เมื่อคุณอายุ 10 ขวบ เธอขับรถไปส่งคุณทุกวัน,
ตั้งแต่สนามบอล, โรงยิม, ยันงานเลี้ยงวันเกิดของเพื่อนแต่ละคน
คุณขอบคุณเธอด้วยการกระโดดออกนอกรถ โดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง
เมื่อคุณอายุ 11 ขวบ เธอพาคุณและเพื่อนคุณไปดูหนัง
คุณขอบคุณเธอด้วยการขอนั่งที่นั่งคนละแถว
When you were 12 years old, she warned you not to watch certain TV shows.
You thanked her by waiting until she left the house.
When you were 13, she suggested a haircut that was becoming.
You thanked her by telling her she had no taste.
เมื่อคุณอายุ 12 ขวบ เธอเตือนคุณอย่าดูทีวี
คุณขอบคุณเธอด้วยการรอเธอออกไปก่อน แล้วดูต่อ
เมื่อคุณอายุ 13 เธอแนะให้คุณตัดผมให้มันดูดี
คุณขอบคุณเธอด้วยการบอกว่าเธอไม่มีรสนิยมเอาเสียเลย
When you were 14, she paid for a month away at summer camp.
You thanked her by forgetting to write a single letter.
When you were 15, she came home from work, looking for a hug.
You thanked her by having your bedroom door locked.
เมื่อคุณอายุ 14 เธอจ่ายค่าซัมเมอร์แคมป์หนึ่งเดือนให้คุณ
คุณขอบคุณเธอด้วยการไม่ได้เขียนจดหมายมาหาเลยสักฉบับนึง
เมื่อคุณอายุ 15 เธอกลับบ้านหลังเลิกงาน อยากได้กอดสักครั้ง
คุณขอบคุณเธอด้วยการล็อกห้องนอนขังตัวเองในห้อง
When you were 16, she taught you how to drive her car.
You thanked her by taking it every chance you could.
เมื่อคุณอายุ 16 เธอสอนคุณขับรถ
คุณขอบคุณเธอด้วยการเอารถไปขับทุกเวลาที่คุณจะเอาไปได้
When you were 17, she was expecting an important call.
You thanked her by being on the phone all night.
When you were 18, she cried at your high school graduation.
You thanked her by staying out partying until dawn.
เมื่อคุณอายุ 17 เธอกำลังรอโทรศัพท์สายสำคัญ
คุณขอบคุณเธอด้วยการใช้สายตลอดคืนนั้น
เมื่อคุณอายุ 18 เธอร้องไห้ในวันที่คุณเรียนจบมัธยม
คุณขอบคุณเธอด้วยการฉลองยันเช้า
When you were 19, she paid for your college tuition, drove you to campus carried your bags.
You thanked her by saying good-bye outside the dorm
so you wouldn’t be embarrassed in front of your friends.
When you were 20, she asked whether you were seeing anyone.
You thanked her by saying, “It’s none of your business.”
เมื่อคุณอายุ 19 เธอจ่ายค่ากวดวิชา ขับรถไปรับไปส่ง
คุณขอบคุณเธอด้วยการบอกลาข้างนอก
เพื่อที่จะไม่ได้อายเพื่อน
เมื่อคุณอายุ 20 เธอถามคุณว่ามีแฟนหรือยัง
คุณขอบคุณเธอด้วยการพูดว่า ไม่ใช่เรื่องของเธอสักหน่อย
When you were 21, she suggested certain careers for your future.
You thanked her by saying, “I don’t want to be like you.”
When you were 22, she hugged you at your college graduation.
You thanked her by asking whether she could pay for a trip to Europe.
เมื่อคุณอายุ 21 เธอแนะนำอาชีพให้คุณสำหรับอนาคต
คุณขอบคุณเธอด้วยการบอกว่า คุณไม่อยากเป็นอย่างเธอ
เมื่อคุณอายุ 22 เธอกอดคุณวันรับปริญญา
คุณขอบคุณเธอด้วยการบอกว่า อยากได้รางวัลไปเที่ยวยุโรปสักครั้ง
When you were 23, she gave you furniture for your first apartment.
You thanked her by telling your friends it was ugly.
When you were 24, she met your fiance and asked about your plans for the future.
You thanked her by glaring and growling, “Muuhh-ther, please!”
เมื่อคุณอายุ 23 เธอให้เฟอร์นิเจอร์ตกแต่งในอพาร์ตเมนท์แห่งแรกของคุณ
คุณขอบคุณเธอด้วยการบอกเพื่อนๆ ว่า มันช่างน่าเกลียดเสียนี่กระไร
เมื่อคุณอายุ 24 เธอพบคู่หมั้นคู่หมายของคุณและถามคุณเกี่ยวกับแผนการในอนาคต
คุณขอบคุณเธอด้วยการจ้องมองเขม็งพร้อมพูดว่า “แม่ โปรดเถอะอย่ายุ่งกับเรื่องนี้”
When you were 25, she helped to pay for your wedding,
and she cried and told you how deeply she loved you.
You thanked her by moving halfway across the country.
When you were 30, she called with some advice on the baby.
You thanked her by telling her, “Things are different now.”
เมื่อคุณอายุ 25 เธอช่วยคุณจ่ายค่าใช้จ่ายงานแต่งงานและสินสอด
ร้องไห้และบอกคุณว่าเธอรักคุณแค่ไหน
คุณขอบคุณเธอด้วยการย้ายไปอีกฟากหนึ่งของประเทศ
เมื่อคุณอายุ 30 เธอโทรมาหาพร้อมกับแนะนำเรื่องการเลี้ยงเด็ก
คุณขอบคุณเธอด้วยการบอกว่า สมัยนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว
When you were 40, she called to remind you of an relative’s birthday.
You thanked her by saying you were “really busy right now.”
When you were 50, she fell ill and needed you to take care of her.
You thanked her by reading about the burden parents become to their children.
เมื่อคุณอายุ 40 เธอโทรมาเตือนความจำคุณเกี่ยวกับวันคล้ายวันเกิดญาติ
คุณขอบคุณเธอด้วยการบอกว่า ตอนนี้ไม่ว่างเลย
เมื่อคุณอายุ 50 เธอเริ่มชราและไม่ค่อยสบาย ต้องการให้ดูแล
คุณขอบคุณเธอด้วยการบอกว่ามันเป็นภาระแค่ไหนที่จะต้องเลี้ยงดูเธอ
And then, one day, she quietly died. And everything you never did
came crashing down like thunder. “Rock me baby, rock me all night long.”
Please paid little bit attention to the one you called “mom”.
และแล้ว วันหนึ่ง เธอจากไปอย่างเงียบสงบ และทุกอย่างที่คุณไม่เคยกระทำ
จะเหมือนฟ้าผ่าในใจคุณ “เรียกแม่ไปเถอะลูก เรียกตลอดทั้งคืนนะ”
โปรดใช้เวลาสักนิด แสดงออกถึงความลึกซึ้งแด่คนที่เราเรียกว่าแม่
(แม้จะไม่กล้าพูดออกมาก็ตามที)
Nothing can replace her although,
Sometimes she is not the one who mostly understand in you.
Or she may not agree with your thought but she still your “mom” …
And you can believe that she can do everything for you.
ไม่มีอะไรแทนที่เธอได้
แม้ว่าบางคราวเธออาจจะไม่ได้เป็นคนที่เข้าใจคุณมากที่สุด หรืออาจไม่เห็น
ด้วยกับความคิดของคุณ แต่เธอก็คือแม่ของคุณ …
และเชื่อได้ว่าเธอจะทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อคุณ รับฟังทุกปัญหา ทุกความกังวล
Listen to your problems, every anxious.
Do you have more time to listen to her worry from work?

Do you used to concern about her tired? Please love her so much although
She and you have the conflict because when she pass away.
It’s remain the memory and sad. Do not ignore the one who closely to your heart?
Love her more than you love yourself
ถามตัวคุณเองดูเถิด
คุณมีเวลาที่จะฟังความเศร้าความกังวลใจของเธอจากการทำงาน หรือจากในครัวไหม?
คุณเคยคิดถึงความเหนื่อยยากของเธอไหม? รักเธอให้มาก
แม้ว่าจะคิดเห็นแตกต่างกัน เพราะเมื่อเธอจากไป
จะเหลือเพียงความทรงจำและความเสียใจเท่านั้น อย่าเพิกเฉยกับคนที่ใกล้หัวใจคุณที่สุด?
รักเธอให้มากกว่าที่คุณรักตัวเอง 

นิทาน หนูน้อยหมวกแเดง ภาษาไทย


กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีหนูน้อยผู้น่ารักอยู่คนหนึ่ง เป็นที่รักใคร่ของทุกๆ คน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณยายของหนูน้อย มีอยู่ครั้งหนึ่ง คุณยายได้ให้หมวกผ้ากำมะหยี่สีแดงแก่หนูน้อย หนูน้อยชอบหมวกนี้มาก และได้ใส่หมวกนี้ไปไหนมาไหนตลอดเวลา จนทุกคนเรียกหนูน้อยนี้ว่า หนูน้อยหมวกแดง
มีอยู่วันหนึ่ง คุณแม่ได้พูดกับหนูน้อยว่า "หนูน้อยหมวกแดงมาหาแม่ซิจ๊ะ ในนี้มีขนมเค้กอยู่หนึ่งชิ้น และ ไวน์อยู่หนึ่งขวด หนูเอาไปให้คุณยายนะจ๊ะ คุณยายของหนูป่วย อย่าลืมรักษามรรยาทนะจ๊ะ บอกคุณยายว่าแม่ฝากความคิดถึงมาด้วยล่ะ แล้วอย่าเถลไถล เดินระวังหกล้มของหกนะจ๊ะ เวลาเข้าไปหาคุณยายในบ้าน ให้กล่าวสวัสดี และ ห้ามไปแอบมองตามช่องก่อนเข้าไปล่ะ"
"ทราบแล้วค่ะ หนูจะทำตามที่คุณแม่บอก" หนูน้อยตอบ พร้อมเขย่ามือคุณแม่เป็นเชิงตอบรับ
คุณยายนั้น อาศัยอยู่ในป่าห่างจากหมู่บ้านครึ่งชั่วโมง เมื่อหนูน้อยเริ่มเดินเข้าไปในป่า ก็มีหมาป่าตัวหนึ่งเดินเข้ามาหา. หนูน้อยไม่รู้ว่าหมาป่านั้นเป็นสัตว์ที่ดุร้าย จึงไม่ได้ตกใจกลัวแต่อย่างใด
"สวัสดีจ๊ะ หนูน้อยหมวกแดง" หมาป่าทักทาย
"ขอบคุณค่ะ คุณหมาป่า"
"หนูจะไปไหนแต่เข้าล่ะจ๊ะเนี่ย, หนูน้อยหมวกแดง?"
"ไปบ้านคุณยายน่ะค่ะ"
"แล้ว นั่นหนูถืออะไรมาล่ะจ๊ะ, ที่ผ้าคลุมอยู่น่ะจ๊ะ?"
"คุณยายป่วยน่ะค่ะ หนูกำลังจะเอาขนมเค้ก ที่คุณแม่อบไว้เมื่อวาน กับไวน์ไปให้ คุณยายจะได้หายไวไว"
"หนูน้อยหมวกแดงจ๊ะ แล้วบ้านคุณยายของหนูอยู่ที่ไหนล่ะจ๊ะ ?"
"บ้านของคุณยาย อยู่ใต้ต้นโอ๊กใหญ่ ลึกเข้าไปในป่าประมาณ 15 นาทีน่ะค่ะ ที่มีแนวพุ่มไม้เฮเซิลล้อมอยู่น่ะค่ะ คุณหมาป่าต้องรู้จักแน่ๆ" หนูน้อยหมวกแดงตอบ
หมาป่าจึงคิดในใจ "หนูน้อยนี้ ท่าทางน่าอร่อยจริงๆ รสชาติต้องดีกว่ายายแก่หนังเหนียวแน่ๆ เอาล่ะ ยังไงก็ใช้เล่ห์เหลี่ยม จับกินทั้งคู่เลยละกัน"
หมาป่าเดินเป็นเพื่อนหนูน้อยไปได้สักพัก ก็พูดขึ้นว่า "หนูน้อยหมวกแดงจ๊ะ ลองมองดูดอกไม้รอบๆ สิ ช่างสวยงามจริงๆ หนูน่าจะแวะดูดอกไม้นะ แล้วยังเสียงนกร้อง ที่ช่างไพเราะนั่นอีก หนูไม่ต้องรีบร้อน ค่อยๆ เดินเหมือนเดินไปโรงเรียน จะได้ชมความงามของป่าด้วย"
เมื่อหนูน้อยหมวกแดงมองดูรอบๆ ก็ได้เห็นแสงอาทิตย์ระยิบระยับ ที่ส่องลอดใบไม้ที่กำลังไหว และพื้นดินนั้น ก็ปกคลุมไปด้วยดอกไม้. หนูน้อยจึงคิดว่า "ถ้าเก็บดอกไม้ไปให้คุณยาย คุณยายต้องดีใจแน่ๆ และตอนนี้ก็ยังไม่สายมาก ยังไงก็คงกลับบ้านตรงเวลา" คิดดังนั้น หนูน้อยจึงวิ่งออกข้างทางเพื่อไปเก็บดอกไม้ ทุกครั้งที่เก็บมาได้ดอกหนึ่ง หนูน้อยก็จะเห็นอีกดอกหนึ่งที่สวยกว่า อยู่ไกลออกไปจากเส้นทาง เมื่อตามเก็บไปเรื่อยๆ หนูน้อยก็ออกห่างจากเส้นทางเข้าไปในป่าทีละน้อย ทีละน้อย อย่างไม่รู้ตัว ส่วนเจ้าหมาป่านั้น ก็บึ่งตรงไปยังบ้านคุณยาย และเมื่อถึงที่ก็เคาะประตู
"นั่นใครน่ะ?" คุณยายถาม
"หนูน้อยหมวกแดงค่ะ หนูถือเค้กและไวน์มาให้คุณยายน่ะค่ะ คุณยายเปิดประตูหน่อยค่ะ"
"ปลดกลอนที่ประตูก็เข้ามาได้แล้วจ๊ะ" คุณยายตอบ "ยายลุกไปเปิดไม่ไหว"
หมาป่าปลดกลอน เปิดประตู และเดินเข้าไปในบ้าน ตรงไปยังเตียงของคุณยาย และกินคุณยาย แล้วก็เอาชุดนอนของคุณยายมาใส่ เอาหมวกใส่ปิดบังศีรษะ ปิดม่านหน้าต่าง แล้วก็ซุกตัวนอนบนเตียงของคุณยาย
หลังจากที่หนูน้อยหมวกแดง ได้เก็บดอกไม้จนเต็มไม้เต็มมือ ถือเพิ่มไม่ได้อีกแล้ว จึงนึกถึงคุณยายขึ้นมาได้ จึงเดินทางต่อไปยังบ้านของคุณยาย เมื่อไปถึงหนูน้อยก็แปลกใจที่ประตูบ้านนั้นเปิดอยู่ หนูน้อยจึงเดินเข้าไป หนูน้อยรู้สึกว่าสิ่งต่างๆ ดูแปลกๆ จึงคิดขึ้น "ทำไมเราถึงรู้สึกกลัวจังเลย ปกติแล้วเราก็ชอบบ้านคุณยายนี่นา"
แล้วหนูน้อยก็ตะโกนทักทาย "อรุณสวัสดิ์ค่ะ" แต่ก็ไม่มีเสียงตอบ
หนูน้อยจึงเดินไปที่เตียงของคุณยาย และเปิดม่านหน้าต่าง คุณยายกำลังนอนอยู่บนเตียง โดยมีหมวกคลุมหน้าอยู่ และหน้าคุณยายก็ดูแปลกๆ
"คุณยายค่ะ ทำไมหูของคุณยายถึงใหญ่จังเลย!"
"จะได้เอาไว้ฟังหนูพูดได้ชัด ๆ ไงจ๊ะ"
"คุณยายค่ะ ทำไมตาของคุณยายถึงใหญ่จังเลย!"
"จะได้เอาไว้มองดูหนูได้ชัด ๆ ไงจ๊ะ"
"คุณยายค่ะ ทำไมมือของคุณยายถึงใหญ่จังเลย!"
"จะได้เอาไว้จับหนูได้ ถนัด ๆ ไงจ๊ะ"
"คุณยายค่ะ ทำไมปากของคุณยายถึงดูน่ากลัวจังเลย!"
"จะได้เอาไว้กินหนูได้ถนัด ๆ ไงจ๊ะ"
ก่อนที่จะจบคำพูดนั้น หมาป่าก็กระโดดออกจากเตียง และกินหนูน้อยหมวกแดงผู้น่าสงสาร หลังจากอิ่มหมีพีมันแล้ว หมาป่าก็ได้คืบคลานกลับขึ้นไปบนเตียง ผลอยหลับไป และเริ่มกรนเสียงดัง
ขณะนั้นมี นักล่าสัตว์ผ่านทางมา และคิดในใจว่า "คุณยายนี่กรนเสียงดังจริง ๆ น่าจะแวะเข้าไปดูสักหน่อย ว่าเป็นอะไรไปรึเปล่า"
คิดได้ดังนั้น นักล่าสัตว์จึงเดินเข้าไปข้างใน ในขณะที่เดินเข้าไปใกล้เตียงนอน เขาได้พบหมาป่านอนหลับอยู่ "ในที่สุด ก็หาตัวเจอจนได้ เจ้าสัตว์ดุร้าย" นักล่าสัตว์พูด "เสียเวลาไล่ล่าซะตั้งนาน"
ในขณะที่เขาจ่อปืนไปยังหมาป่า ก็เกิดเอะใจขึ้นมา ว่าหมาป่าอาจกินคุณยายเข้าไป และเขาอาจช่วยคุณยายได้ ดังนั้นแทนที่จะใช้ปืนยิง เขาจึงใช้กรรไกรเริ่มตัดหนังท้องหมาป่าให้เปิดออก เริ่มตัดไปได้ไม่เท่าไร เขาก็เห็นหมวกสีแดงข้างใน เขาจึงตัดให้ท้องหมาป่าเปิดกว้างออก แล้วหนูน้อยหมวกแดงก็กระโดดออกมา และร้องคร่ำครวญ "โฮ หนูตกใจกลัวมากเลย! ข้างในท้องของหมาป่า มืดจนมองอะไรไม่เห็นเลย!"
และแล้วคุณยาย ก็ออกมาจากท้องหมาป่า ด้วยอาการหอบหายใจอย่างยากลำบาก แล้วหนูน้อยหมวกแดง ก็ไปหาก้อนหินใหญ่ใส่ในท้องหมาป่าแทน เมื่อหมาป่าตื่นขึ้นมา และพยายามจะวิ่งหนี จึงถูกน้ำหนักก้อนหินที่อยู่ในท้อง ถ่วงล้มลงตายคาที่
ทั้งสามคนจึงลงเอยอย่างมีความสุข โดยนักล่าสัตว์ได้ถลกเอาหนังหมาป่ากลับไป คุณยายได้รับประทานขนมเค้กและไวน์ ที่หนูน้อยหมวกแดงนำมาให้ และหนูน้อยหมวกแดงนั้นคิดในใจว่า "ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ จะไม่เถลไถลเข้าไปในป่าคนเดียว ถ้าคุณแม่บอกห้ามไว้"

นิทานเรื่องพินอคคิโอ ภาษาไทย

นิทานเรื่องพินอคคิโอ

รูปภาพพินอคคิโอ

ยังมีชายชราผู้หนึ่งชื่อว่า เจพแพทโท เขาไม่มีลูกชายและอยู่ตัวคนเดียว
วันหนึ่ง เขาก็ได้สร้างหุ่นกระบอกที่ทำจากไม้ขึ้นมา 1 ตัว
แล้วก็น่าประหลาดที่เจ้าหุ่นกระบอกนั่นเริ่มขยับตัวเอง
“ชื่อของเธอคือ พินอคคิโอ นะ เธอจะต้องเป็นลูกชายที่ดีของฉัน
และจะต้องไปโรงเรียนด้วยนะ จะสัญญากับฉันได้ไหม”
“ครับ ผมสัญญา ผมจะเป็นเด็กดีและจะไปโรงเรียน”

ในระหว่างทางไปโรงเรียน พินอคคิโอได้เสียงใครบางคนตะโกนเรียก
“การแสดงหุ่นกระบอกที่สนุกที่สุดมาแล้วจ้า! รีบๆหน่อยเร็ว! ใกล้จะเริ่มแสดงแล้วนะจ๊ะ”
ขณะนั้น พินอคคิโอลืมคำสัญญาที่ให้ไว้กับเจพแพทโทแล้ว
พินอคคิโอแลกหนังสือของตัวเองกับตั๋ว 1 ใบ แล้วก็วิ่งเข้าไปดูการแสดงหุ่นกระบอก
ระหว่างการแสดง เหล่าหุ่นกระบอกทั้งหลายก็เรียกพินอคคิโอ
“พินอคคิโอ มานี่เร็ว! มากับพวกเราสิ!”

พินอคคิโอกระโดดนขึ้นไปบนเวที นั่นทำให้เจ้าของโกรธขึ้นมา
“แกทำลายการแสดงฉันพังหมดเลย!”
เจ้าของที่กำลังโกรธอยู่คนนั้นก็เอาตัวพินอคคิโอไปขังไว้ในกรง
พินอคคิโอร้องไห้อยู่ในกรงนั้น
“ช่วยด้วย! ช่วยด้วย!”

ทันใดนั้น นางฟ้าสีน้ำเงินก็ปรากฏตัวต่อหน้าพินอคคิโอ
“เกิดเรื่องอะไรขึ้นกับเธอจ๊ะ”
ทำไมถึงไม่ไปโรงเรียนล่ะจ้ะ พินอคคิโอ”
“ก็ผู้ชายคนนั้นบังคับให้ผมเข้ามาที่นี่นี่ครับ”
จมูกของพินอคคิโอก็งอกยาวขึ้นยาวขึ้น
“จมูกของเธอทำให้ฉันรู้ว่าเธอโกหกอยู่นะจ๊ะ แต่ถ้าเธอเป็นเด็กดีเมื่อไหร่”
เธอจะได้กลายเป็นคนจริงๆนะ จะสัญญากับฉันได้ไหม
“ครับ ผมสัญญา!”
จากนั้น จมูกของพินอคคิโอก็เล็กลงเหมือนเดิมอีกครั้ง
นางฟ้าสีน้ำเงินช่วยพินอคคิโอเดินทางกลับบ้าน

ในระหว่างทางกลับบ้าน เขาก็เจอหมาป่าตัวหนึ่งและแมวอีกหนึ่งตัว
“ฉันกำลังจะไปเมืองของเล่นนะ”
“ทำไมไม่ไปกับฉันด้วยล่ะ”
“ไม่ล่ะ ฉันไม่อยากไปหรอก ฉันต้องกลับบ้านแล้ว
พ่อรอฉันอยู่”

แต่เมื่อพินอคคิโอเห็นรถม้าวิเศษ เขาก็เปลี่ยนใจ
เขากระโดดขึ้นไปบนรถม้าคันนั้น
ในที่สุด พวกเขาก็มาถึงเมืองของเล่น พินอคคิโอรู้สึกตื่นเต้นมากๆ
แต่เขาก็ไม่ทันสังเกตว่าตัวเองมีบางอย่างเปลี่ยนไป
เขากลายเป็นลาไปแล้ว มีหางและหูใบใหญ่
“โอ้ ไม่นะ! ช่วยฉันด้วย! ฉันไม่อยากเป็นลานะ!”

จนท้ายที่สุด พินอคคิโอก็หนีออกมาจากเมืองของเล่น
เขากำลังล่องเรือเล็กๆลำหนึ่งเพื่อตามหาพ่อของเขา
“พ่อจ๋า! พ่ออยู่ไหน มีใครเห็นพ่อฉันบ้างไหม”
แต่ด้วยพายุที่หนักมาก พินอคคิโอก็จมน้ำลึกลงไปในทะเล

ไม่นาน ก็มีปลาวาฬยักษ์ตัวหนึ่งกลืนตัวของเขาเข้าไป พินนอคคิโอเดินเข้าไปในท้องของปลาวาฬ
เขาก็เห็นลำแสงหนึ่งและเห็นชายชราคนหนึ่งกำลังนั่งอยู่ในเรือ
“พ่อจ๋า!”
“โอ้ ลูกพ่อ!”
ทั้งสองสวมกอดกันและกัน
“เราจะออกไปจากที่นี่ยังไงกัน”

ทันใดนั้น พินอคคิโอก็นึกวิธีออก
“มาจุดไฟกันเถอะและทำให้มีควันเยอะๆเลย เดี๋ยวเจ้าปลาวาฬจามเอาพวกเราออกมา”
เมื่อเจ้าปลาวาฬรู้สึกถึงกองไฟและควันนั่น มันก็จามอและปล่อยทั้งสองคนออกมา
“ฮ๊า-ชิ๊ววว!”

เจพแพทโทและพินอคคิโอก็เดินทางกลับถึงบ้านได้
พินอคคิโอเสียใจกับสิ่งที่เขาทำไปมากๆ
เขารู้สึกเสียใจจริงๆต่อพ่อของเขา แจพพาโท
นางฟ้าสีน้ำเงินจึงเสกให้พินอคคิโอกลายเป็นคนจริงๆและทั้งสองก็อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขแต่นั้นมา